D-Contact ดี-คอนแทค #วิตามินดวงตา #ต้อกระจก #ต้อลม #ต้อเนื้อ #ต้อหิน #วุ้นตาเสื่อม #จอประสาทตาลอก #จอประสาทตาเสื่อม #เบาหวานขึ้นตา #ไม่ต้องผ่าตัด #โรคตา ฯ
฿ 1,260
ดี-คอนแทค D-Contact
มีปัญหาเรื่องดวงตา รีบมองหา ดี-คอนแทค พลัส อาหารเสริมบำรุงดวงตา ยอดขายอันดับหนึ่ง
อาหารเสริมบำรุงสายตา ช่วยถนอมดวงตา จอประสาทตาหลุดลอก ต้อหิน ต้อกระจก และจุดรับภาพที่จอประสาทตามีอาการเสื่อมลง สายตาพร่ามัว สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียงตาบอดสี
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดูแลสุขภาพดวงตา ด้วยสูตรทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด ที่ได้รับการรับรอง Omni-Directional : ด้วยการนำเอาซานโทฟิว และ ไคลป์ท๊อกซาตินมารวมกัน พร้อมสารอาหารอีกหลายชนิด ดีคอนแทค (D-Contact) จึงพร้อมสำหรับเดูแลดวงตาของคุณให้สดใสตลอดไป
ดี-คอนแทค D-Contact
อาหารเสริมบำรุงดวงตา ยอดขายอันดับหนึ่ง
รวมสุดยอดของสารสกัดดูแลดวงตาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ลิขสิทธิ์หนึ่งเดียว ช่วยดูแลดวงตา ป้อง
กันการเกิดโรคที่เกี่ยวกับดวงตา ได้แก่ ต้อกระจก ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม วุ้นในตาเสื่อม เบาหวานขึ้นตา ตาบอดกลางคืน โรคตาแห้ง
โครงสร้างของลูกตา
โครงสร้างของลูกตาประกอบด้วย
>> กระจกตา (Cornea)
ทำหน้าที่ปกป้องดวงตาจากการได้รับอันตราย
>> ม่านตา (Iris)
ทำหน้าที่ ช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตาโดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา
>> รูม่านตา (Pupil)
มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้ารูลูกตา
>> เลนส์แก้วตา (Lens)
ทำหน้าที่ช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้น
>> น้ำวุ้นตา (Vitreous)
ทำหน้าที่ให้ลูกตาคงรูปในลักษณะกลมตลอดเวลา
>> จอตา หรือ จอประสาทตา (Retina)
ทำหน้าที่คล้ายกับฟิล์มถ่ายรูป โดยจะส่งผ่านรูปไปยังสมอง ซึ่งในภาวะสายตาปกติการหักเหของแสงจะลงมาตกกระทบที่จอประสาทตาพอดี
>> เส้นประสาทตา (Optic nerve)
เป็นตัวส่งผ่านการกระตุ้นของการมองเห็นจากจอประสาทตามายังสมอง
>> นัยน์ตาขาว หรือ ตาขาว (Sclera)
เป็นส่วนสีขาวของลูกตาทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่อลูกตาช่วยให้เกิดความแข็งแรงและเป็นโครงสร้างของลูกตา
10 อาการผิดปกติ เกี่ยวกับดวงตา
ตามัว
ตาสู้แสงไม่ได้
มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำลอยไปลอยมา
เห็นแสงวาบ แสงฟ้าแลบ
การมองเห็นตอนกลางคืนผิดปกติ
มองเห็นภาพซ้อน
เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ
อาการปวดตา
อาการคันตา
อาการตาแดง
โรคตาที่ควรรู้
🔴 1. ต้อลม (PINGUECULA)
ต้อลม (PINGUECULA)
มีลักษณะเป็นก้อนนูนเล็กน้อยสีเหลืองอ่อน (ขาวเหลือง)ขนาดประมาณเท่าหัวไม้ขีดไฟ ซึ่งจะพบอยู่บนยอดตาขาวใกล้ๆกับขอบตาดำ บริเวณทางด้านหัวตาหรือหางตา
💢 สาเหตุของโรคต้อลม
🔸 ลม
🔸 ฝุ่น ควัน สารเคมี และมลพิษทางอากาศ
🔸 แสงแดด (รังสีอุลตร้าไวโอเลต)
🔸 ความร้อนหรือไอร้อนทั้งหลาย
🔸 โรคตาแห้ง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้เกิดโรคต้อลมได้
ต้อลม เกิดจากการถูกลมโกรกตาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งลมในที่นี้จะหอบเอาฝุ่นละออง ไอความร้อน และรังสีอุลตร้าไวโอเลตติดมากระทบตาด้วย ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ
💢 อาการ ของโรคต้อลม
เมื่อโดนลมหรือฝุ่นมากก็จะ
🔸 อักเสบ
🔸 แสบตา ระคายเคืองตา และแดง
🔸 บริเวณที่เป็น มีน้ำตาไหล อาจมีขี้ตาออกมาบ้าง เมื่อตื่นนอนตอนเช้า
🔴 2. ต้อเนื้อ (PTERYGIUM)
ต้อเนื้อ (PTERYGIUM)
เกิดจากเยื่อบุตาที่เกิดการเสื่อมและหนาตัวขึ้นไปบนกระจกตา(ตาดำ) ซึ่งมักพบบริเวณหัวตามากกว่าหางตา และจะค่อยๆโตลุกลามอย่างช้าๆ เข้าไปในตาดำ ถ้าเป็นมากจะลามเข้าไปจนถึงกลางตาดำและปิดรูม่านตา ซึ่งจะปิดบังการมองเห็น ทำให้ตามัวได้
ต้อเนื้อแม้จะลุกลามได้ แต่ก็ไม่ใช่มะเร็ง และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้
💢 อาการของโรคต้อเนื้อ
🔸 จะเห็นแผ่นเนื้อเยื่อรูปสามเหลี่ยม ที่ยื่นจากตาขาวเข้าไปในกระจกตา (ตาดำ)
🔸 เมื่อถูกแสง ถูกลมมากๆ หรือนอนดึก อาจทำให้เห็นหลอดเลือดขยาย มีลักษณะแดงเรื่อได้
🔸 มีการอักเสบ จะมีอาการเคืองตา แสบตา คันตา ตาแดง
น้ำตาไหล หรือ มีอาการปวดได้เล็กน้อย (อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้น เมื่อถูกแดด ถูกลม)
🔸 ถ้าต้อเนื้อยื่นเข้าไปถึงกลางตาดำ ทำให้บดบังสายตา ตามัวและมองไม่ถนัดได้
🔸 การลอกต้อเนื้อ ผ่าตัดลอกต้อเนื้อออกแล้ว จะมีโอกาสที่ต้อเนื้อจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก
🔴 3. ต้อกระจก (CATARACT)
ต้อกระจก (CATARACT)
เป็นโรคตาที่พบได้บ่อยมากในผู้สูงอายุ เกิดจากการขุ่นของเลนส์แก้วตา ทำให้บดบังแสงที่จะผ่านเข้าไปในตา แสงจึงผ่านเข้าสู่ลูกตาไปรวมตัวที่จอประสาทตา หรือเรตินาได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิด สายตาฝ้าฟาง หรือสายตามัวคล้ายหมวกบัง
💢 อาการของโรคต้อกระจก
🔸 มองเห็นได้ไม่ชัดเจน ภาพเบลอ หรือพร่ามัว เหมือนมี หมอกบัง
🔸 ต้องใช้แสงสว่างมากขึ้น ในการอ่านหนังสือ หรือกิจกรรม
ที่ต้องใช้สายตา
🔸 มองเห็นภาพในที่มืดชัดกว่าที่สว่าง ตาสู้แสงไม่ได้
🔸 มองเห็นเป็นภาพซ้อน
🔸 มองภาพเป็นสีเหลือง หรือ สีซีดจางลง
🔸 มองเห็นแสงไฟเป็นแสงกระจาย หรือ มองเห็นแสงไฟ
เป็น 2 ดวงซ้อนกัน
🔴 4. โรคต้อหิน (GLAUCOMA)
โรคต้อหิน (GLAUCOMA)
เกิดจากการระบายน้ำในลูกตาผิดปกติ ทำให้ความดันตาสูง และกดทำลายเส้นประสาทตาได้ พบได้ถึง 2 % ในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยช่วงแรกของโรค มักไม่มีอาการ ไม่ปวด ดังนั้นการรีบวินิจฉัยและรักษา จะสามารถช่วยไม่ให้เกิดการตาบอดได้
โรคต้อหิน เป็นโรคที่เกิดจากขั้วประสาทตาเสื่อม ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ที่รักษาให้กลับคืนมาเป็นปกติไม่ได้ สำคัญที่พบแทบทุกรายคือ การมีความดันในลูกตาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ขั้วประสาทตาถูกทำลายได้ง่าย
ความดันลูกตา ค่าปกติอยู่ที่ระหว่าง 10-21 มิลลิเมตรปรอท
และมีค่าเฉลี่ยทั่วไปอยู่ที่ 15.5 มิลลิเมตรปรอท
💢 สาเหตุโรคต้อหิน
เกิดจากการเสื่อมของร่างกาย ปัจจัยเสี่ยง
> ผู้ที่เป็นเบาหวาน คนที่มีโรคการไหลเวียนเลือดไม่ดี ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทตาไม่ดี
> คนที่มีสายตาสั้นหรือยาวมากๆ
> มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน
💢 ต้อหิน มี 2 ชนิด
▶️ 1. ต้อหินแบบเฉียบพลัน เกิดจากการไหลเวียนของน้ำใสในลูกตาไม่สะดวกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มีอาการตาแดง รูม่านตาขยาย ปวดตามาก คลื่นไส้ อาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย จะเห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ สายตาจะมัวลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที จะทำให้ตาบอดได้ภายใน 2-3 วัน
👉 อาการต้อหินเฉียบพลัน
🔸 ปวดตา (ส่วนใหญ่จะปวดศีรษะข้างเดียวกันร่วมด้วย และอาจร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน)
🔸 ตาแดง น้ำตาไหล (ภายใน 30-60 นาที)
🔸 ตามัว การมองเห็นลดลง มองเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ (ซึ่งอาจทำให้ตาบอดตามมาอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่กี่วัน หากรักษาไม่ทัน)
▶️ 2. ต้อหินชนิดเรื้อรัง
เกิดจากความเสื่อมของทางไหลผ่านของน้ำใสภายในลูกตาต้อหินชนิดนี้ไม่มีอาการเจ็บปวด เกิดขึ้นช้าๆ โดยไม่รู้ตัว สายตาจะค่อยๆ มัวลง จากขอบเขตของการมอง
👉 อาการต้อหินเรื้อรัง
🔸 อาจรู้สึกมึนศีรษะได้เล็กน้อย
🔸 อาจรู้สึกว่า เวลาอ่านหนังสือแล้ว จะปวดตาเล็กน้อย หรือ ตาล้า ตาเพลีย และตาพร่าเร็วกว่าปกติ
🔸 ผู้ป่วยจะมีลานสายตาแคบลงกว่าเดิมมาก จึงทำให้มองไม่เห็นด้านข้าง อาจขับรถลำบาก เพราะมองไม่เห็นรถที่อยู่ทางด้านซ้ายและขวา หรือ มองไม่เห็นรถที่กำลังจะแซง รถที่สวนมา หรือ เวลาเดินอยู่ในบ้านก็อาจเดินชนขอบโต๊ะขอบเตียงได้
🔴 5. โรคจอประสาทตาเสื่อม
โรคจอประสาทตาเสื่อม
เป็นโรคที่มีความผิดปกติ เกิดขึ้นที่จุดกลางรับภาพของจอประสาทตา (Macula) ซึ่งเป็นส่วนที่ไวต่อการมองเห็น มากที่สุด โดยผู้ป่วยมักจะไม่สังเกตเห็น ถึงความผิดปกติ ในระยะเริ่มต้น มารู้ตัวเมื่อมีการสูญเสีย การมองเห็น เกิดขึ้นแล้ว พบมากขึ้นในกลุ่มผู้อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
💢 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม
🔸 อายุ พบได้ในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
🔸 พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุก 1 ปี
🔸 การสูบบุหรี่ เพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ ได้ถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
🔸 ภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาลดความดันโลหิต และมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง มีความเสี่ยงสูงมาก ต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD)
🔸 วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน และไม่ได้รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน มักมีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคนี้
💢 อาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม
🔸 ในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติ
🔸 มองเห็นภาพไม่ชัด หรือตามัวลงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงกลางของภาพ
🔸 มองเห็นภาพบิดเบี้ยว
🔸 สายตาไม่ดีเมื่ออยู่ในที่สลัว
🔸 มองเห็นสีได้ไม่ชัดเจน
🔸 มองเห็นขนาดภาพ เปลี่ยนไป
🔸 ตามัวลงอย่างฉับพลัน
🔴 6. โรคเบาหวานขึ้นตา
โรคเบาหวานขึ้นตา
โรคจอตาเสื่อมจากเบาหวาน เป็นสาเหตุให้ตาบอดถาวรได้
จอประสาทตา เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านในสุดของลูกตา ประกอบด้วยเซลล์ประสาทรับแสงหลายล้านเซลล์ ทำหน้าที่เปลี่ยนแสง หรือ ภาพที่ผ่านเข้ามาในลูกตา เป็นสัญญาณประสาท ส่งต่อไปที่สมอง ทำให้เรารับรู้ถึงการมองเห็นต่างๆได้ ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นที่จอประสาทตา ก็จะมีผลกระทบทำให้การมองเห็นผิดปกติได้
💢 เบาหวานขึ้นตาแบ่งได้เป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของโรค
1. เบาหวานขึ้นตา ระยะที่ไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ (Non-proliferative diabetic retinopathy)
ระยะนี้ จะมีความอ่อนแอของผนังหลอดเลือดฝอย ที่จอประสาทตา ทำให้เกิด หลอดเลือดฝอยโป่งพอง เมื่อมีการแตกของหลอดเลือดฝอยที่โป่งพอง ก็จะทำให้เกิด จุดเลือดออกเล็กๆกระจายทั่วไป หลอดเลือดฝอยที่โป่งพอง มักมีรูรั่วทำให้มีน้ำและไขมันรั่วออกมา ทำให้จอประสาทตาบวมน้ำ และมีจุดไขมันสีเหลือง ถ้าจอประสาทตาบวมน้ําบริเวณจุดภาพชัด จะทำให้มีอาการตามัว
2. เบาหวานขึ้นตา ระยะที่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ (Proliferative diabetic retinopathy)
ระยะนี้หลอดเลือดฝอยจะมีการอุดตัน ทำให้จอประสาทตาขาดเลือด ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ หลอดเลือดเหล่านี้ มีลักษณะและแตกง่าย ทำให้เกิด เลือดออกในตา และเกิด พังผืดดึงรั้งจอประสาทตา และทำให้จอประสาทตาหลุดลอกได้
*** ถ้าหากเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นไปแทรกแซงการระบายน้ำออกจากลูกตา ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น เป็นสาเหตุให้เกิดโรคต้อหินได้
💢 อาการโรคเบาหวานขึ้นตา
🔸 อาจไม่มีอาการอะไรเลยในระยะแรก
🔸 ตามัวลงเล็กน้อย ตาจะมัวลงอย่างช้าๆ เห็นเงาดำๆ ลอยไปลอยมา หรือ มีจุดดำ มาบังตรงกลางของภาพ
🔸 อาจมองเห็นภาพบิดเบี้ยว ถ้าจอตามีการบวมน้ำ หรือมีการตายของเซลล์ จอตาเป็นหย่อมๆ
🔸 มีลานสายตาที่ผิดปกติ อาจเห็นมืดไปด้านใดด้านหนึ่ง
🔸 ตามืดลงอย่างฉับพลัน มักเกิดในรายที่มีเลือดออกในน้ำวุ้นตาอย่างฉับพลัน
🔴 7. โรควุ้นในตาเสื่อม
โรควุ้นในตาเสื่อม
ประเทศไทยมีคนเป็น "โรควุ้นในลูกตาเสื่อม" ถึง 14 ล้านคนแล้ว
สาเหตุของโรคนี้คือ "การใช้สายตามากเกินไป" ( เล่นคอม)
วุ้นในลูกตาเสื่อม เกิดง่าย อันตรายต่อการมองเห็น
วุ้นในตาเสื่อม ภัยจากคอมพิวเตอร์
- มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมากตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
- หนุ่มสาว คนทำงานออฟฟิศ
💢 สาเหตุที่ทำให้เป็น วุ้นตาเสื่อม
สาเหตุหลักของโรคนี้เกิดจากน้ำใน วุ้นตาเสื่อม โดยส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุ หรือคนที่ทำอาชีพที่ต้องใช้สายตามากๆ และผู้ที่สายตาสั้น แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีคนเป็นโรค วุ้นตาเสื่อม กันมากขึ้น จากสาเหตุที่อยู่หน้าจอกันทั้งวัน ไม่ว่าจะเล่นโทรศัพท์ อ่านหนังสือ ดูหนัง เล่นเกมส์ ต่างก็ทำผ่านหน้าจอกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะผ่านโทรศัพท์ ผ่านโทรทัศน์ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณสายตาเสียจากการมองจอมาจากสาเหตุดังนี้
1. การมองตัวอักษรที่อยู่บนจอ ตาจะโฟกัสไม่แน่นอนจากเหตุทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักเป็นสาเหตุให้สายตาเสีย
2. การก้มมองแป้นพิมพ์ตัวอักษร ทำให้ตาทำงานหนัก เพราะต้องปรับโฟกัสบ่อย
3. การเลื่อนดูเนื้อหาบนหน้าจอ ซึ่งทำให้ตาต้องปรับโฟกัสบ่อย ซึ่งถ้าคุณชอบอ่านหนังสือบนหน้าจอจะทำให้คุณติดนิสัยมา เมื่อคุณมองสิ่งต่างๆ ไม่ว่าใกล้หรือไกล ก็ต้องปรับโฟกัสการมองเสมอ
💢 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวุ้นตาเสื่อม
> ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
> ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก โดยเฉพาะสั้นกว่า 600 ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้วุ้นตาเสื่อมเร็วกว่าปกติได้
> ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุ ทางดวงตา หรือบริเวณศีรษะ หรือมีการอักเสบในลูกตา หรือเคยผ่าตัดต้อกระจก จะทำให้วุ้นตาเสื่อมเร็วกว่าปกติได้
> ผู้เป็นโรคเบาหวานขึ้นตา
💢 อาการของวุ้นตาเสื่อมที่แสดงออกมา
🔸 ผู้ป่วยจะมีอาการมองเห็นเป็นจุดหรือเส้นคล้ายหยากไย่ ลอยไปลอยมา โดยเฉพาะเวลามองในที่แสงสว่าง ตะกอนที่ปรากฏนี้จะอยู่ในวุ้นตา ในระยะแรกจะเห็นภาพตะกอนได้ชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสมองจะจำจดและทำให้ผู้ป่วยเห็นภาพตะกอนได้น้อยลง เมื่อวุ้นตาเหลวและหดตัวจะทำให้เกิดการดึงรั้นที่ผิวจอตา ผู้ป่วยจะเห็นเป็นแสงคล้ายแฟลชในตา ซึ่งจะเห็นในที่มืดหรือเวลากลางคืน อาการนี้จะหายไปเมื่อวุ้นตาร่อนออกจากจอตา ในบางรายแรงดึงที่เกิดขึ้นอาจทำให้จอตาฉีกขาดและหากปล่อยทิ้งไว้ผู้ป่วยอาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเลย แต่ในบางครั้งการมองเห็นจุดสีดำอาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ม่านตาอักเสบ เลือดออกในวุ้นตา เป็นต้น
🔸 เงาดำนี้ อาจเกิดขึ้นเพียงจุดเดียว หรือหลายจุดในตา อาจเป็นกับตาเพียงข้างเดียว หรือทั้งสองข้างก็ได้
💢 วุ้นตาเสื่อม รู้ตัวช้า เสียงตาบอดอย่างถาวร !!
แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว วุ้นตาเสื่อม มักจะเกิดจากความเสื่อมตามวัย และไม่เป็นอันตรายก็ตาม หากมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้เกิดขึ้น เนื่องจากอาจมีรอยฉีกขาด ที่จอประสาทตาได้ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์
อาการดังกล่าว คือ
🔸 เห็นเงาดำจุดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
🔸 มองเห็นแสงวาบคล้ายแสงฟ้าแลบ แสงแฟลชถ่ายรูป (Flash) ในตาเกิดขึ้น
🔸 มองเห็นเงาคล้ายมีม่านบังตา บางส่วนเป็นแถบๆ
🔸 สายตามัวลง
🔴 8. จอประสาทตาลอก
จอประสาทตาลอก
เกิดจากการที่วุ้นในลูกตาเสื่อมสภาพจากเดิมที่มีลักษณะกึ่งของเหลวของแข็ง กลายเป็ของเหลว ส่งผลทำให้เกิดการหดตัวของวุ้นตา หากวุ้นตามีการยึดติดแน่นกับจอประสาทตามากกว่าปกติ จะดึงรั้งจอประสาทตา เมื่อวุ้นตาหดตัวทำให้อาจฉีกขาดเป็นรู ทำให้เวลาต่อมามีสารน้ำจากวุ้นตาไหลเซาะเข้าไปตามรูแล้วสะสมอยู่ใต้จอประสาทตา ทำให้เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่า จอประสาทตาหลุดลอก
ภาวะที่เกิดการแยก หรือลอกตัวของจอประสาทตา ออกจากตำแหน่งเดิม ทำให้มีอาการ
🔸 มองเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ แสงแฟลชถ่ายรูป
🔸 และมีอาการ มองเห็นจุดดำหรือเส้นสีดำๆ คลายเหงาอยากไย่ลอยไปลอยมา
🔸 ร่วมกับมีอาการตามัว
💢 สาเหตุของจอประสาทตาลอก
🔸 จอประสาทตาลอกที่เกิดจากรู หรือรอยฉีกขาดที่จอประสาทตา เป็นสาเหตุของจอประสาทตาลอก ที่พบได้บ่อยที่สุด ทำให้มีของเหลวของน้ำวุ้นลูกตา แทรกซึมเข้าไปเซาะ ให้จอตาลอก ส่วนใหญ่มักเกิดจาก
> การกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงที่ตา
> จอประสาทตาเสื่อมในผู้ที่มีสายตาสั้น
> เกิดรูขาดขึ้นเองไม่ทราบสาเหตุ
🔸 จอประสาทตาลอกที่เกิดจากการดึงรั้ง เกิดจากจอประสาทตาส่วนที่ยึดติดแน่นกับส่วนผิวของน้ำวุ้นลูกตา ถูกแรงดึงรั้งจากน้ำวุ้นลูกตา ทำให้จอประสาทตาหลุด ลอกจากผนังลูกตา เป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อย
> มักพบในผู้ป่วยเบาหวาน ขึ้นจอรับภาพระยะท้าย ที่มีเส้นเลือดงอกผิดปกติที่จอดรับภาพ และมีเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา
> ผู้ที่มีการอักเสบของน้ำวุ้นลูกตา หรือ จอประสาทตาอย่างรุนแรงจนเกิดชั้นพังผืด
> ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางตา ที่ทำให้ลูกตาแตก หรือทะลุมาก่อน
🔸 จอประสาทตาลอกที่ไม่มีรูขาดที่จอประสาทตา เป็นตัวนี้ที่เกิดจากการอักเสบ หรืออุบัติเหตุ ทำให้มีน้ำรั่วซึมขัง สะสมอยู่ในชั้นจอประสาทตา มักพบได้ในผู้ป่วย ที่มี
> เนื้องอกที่จอประสาทตา
> ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมากๆ
> ภาวะไตวาย
💢 ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดจอประสาทตาลอก
🔸 มีสายตาสั้นมาก
🔸 มีอายุมาก
🔸 มีประวัติจอประสาทตาลอกมาแล้วข้างหนึ่ง
🔸 มีประวัติคนในครอบครัวมีภาวะจอประสาทตาลอก
🔸 มีการติดเชื้อ หรือการอักเสบภายในลูกตา
🔸 มีเนื้องอก หรือมะเร็ง ที่เกิดขึ้นภายในลูกตา
🔸 เป็นเบาหวาน ที่มีโรคของจอประสาทตาแทรกซ้อน
🔸 เกิดอุบัติเหตุที่ลูกตาอย่างรุนแรง
🔸 เคยได้รับการผ่าตัดภายในลูกตามาแล้ว เช่น การผ่าตัดต้อกระจก
💢 อาการของจอประสาทตาลอก
🔸 ในระยะเริ่มแรก จะมองเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ หรือแสงแฟลชถ่ายรูป ในตาข้างหนึ่ง หรือ 2 ข้าง ในขณะที่หลับตาหรืออยู่ในที่มืด
🔸 มองเห็นจุดดํา หรือเส้นสีดำๆ คล้ายเงาหยากไย่ ลอยไปลอยมา อยู่ในลูกตา ซึ่งจะมองเห็นได้ชัดในที่สว่างโดยเฉพาะ เวลาเงยหน้ามองท้องฟ้าใสหรือมองไปที่ผนังสีขาว
🔸 มีอาการตามัวร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้การมองเห็น คล้ายมีหมอกบัง หรือ เห็นเงาคล้ายม่าน หรือ เห็นภาพเป็นคลื่นๆ
หรือ คดงอ
🔸 หากปล่อยให้เป็นอยู่นานๆ จะเริ่มรู้สึกว่า มองเห็นเงาอยู่ที่ ขอบของลานสายตา ซึ่งจะขยายใหญ่ขึ้น จนเต็มลานสายตาภายในไม่กี่วัน
จอประสาทตาลอก
หากปล่อยไว้ไม่รักษา มักจะทำให้ตาเสื่อมลง หรือตาบอดอย่างถาวรได้ ถ้าการหลุดลอกลามมาถึงบริเวณจอประสาทตาส่วนที่เรียกว่า " จุดภาพชัด " (Macula)
🔴 9. ตาบอดกลางคืน (Night blindness)
ในลูกตาจะมีแซว 2 ชนิด
> Rod cell จะกระจายอยู่บริเวณขอบๆ ของจอตาเป็นส่วนใหญ่
ทำหน้าที่ในการมองเห็นในที่แสงสลัว
> Cone cell มีการกระจุกตัวอยู่บริเวณ จอตา ส่วนอยู่ตรงกลาง
โดยเฉพาะที่เรียกว่า จุดภาพชัด (Macula) ทำหน้าที่ในการมองเห็นตรงกลางและในที่มีแสงสว่าง
*** หากมีความผิดปกติของจอตาส่วนอยู่ตรงกลาง โดยเฉพาะ
ในบริเวณจุดภาพชัด จะทำให้สายตาในตอนกลางวันที่มีแสงสว่าง มัวลง ร่วมกับการเห็นสีที่เปลี่ยนไป
🔴 10. โรคตาแห้ง (Dry Eyes)
ตาแห้ง คือ อาการของดวงตาที่มีปริมาณน้ำตา มาหล่อเลี้ยงให้เกิดความชุ่มชื้นกับดวงตา และเคลือบกระจกตาดำ ไม่เพียงพอ
พบในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย
แต่จะพบมากในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน
💢 น้ำตาถูกสร้างจากต่อมน้ำตาของกลุ่ม ได้แก่
1. ต่อมน้ำตาที่เป็นเซลล์เล็กๆ ซึ่งฝังตัวอยู่บริเวณเยื่อเมือกที่คลุมตาขาว ด้านในของเปลือกตา
มีหน้าที่ผลิตน้ำตาออกมาหล่อลื่นตา ตลอดทั้งวันในภาวะปกติ
เรียกว่า Basic Tear Secretion
2. ต่อมน้ำตาใหญ่ อยู่ใต้โพรงกระดูกเบ้าตาบริเวณหางตา
มีหน้าที่ผลิตน้ำตาออกมา เฉพาะเวลาที่มีอารมณ์ต่างๆ เช่นอาการเจ็บปวด ระคายเคืองตา ดีใจ เสียใจ เรียกว่า Reflex Tearing
💢 สาเหตุของโรคตาแห้ง
> ส่วนใหญ่ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน
> ยาบางชนิด
> ผู้ป่วยที่มีเยื่อบุตาอักเสบรุนแรง จากการติดเชื้อ หรือ จากการแพ้ยา
> การใช้คอนแทคเลนส์
> การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ หลับไม่สนิท
> สิ่งแวดล้อม เช่น เจอสภาพอากาศแห้ง ลม หรือ แสงแดด
💢 อาการของโรคตาแห้ง
> รู้สึก ฝืด เคือง ระคาย คล้ายมีเศษผงเข้าตา แสบร้อน บางรายมีขี้ตาเป็นเมือกเหนียวยืดเป็นเส้น
> มีอาการน้ำตาไหล สาเหตุจากน้ำตาปกติลดน้อยลง ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ต่อมน้ำตาใหญ่ก็จะบีบน้ำตาออกมามากจนไหลล้น เมื่ออาการแสบตาลดลง น้ำตาก็จะหยุดไหล
🌿🌿 สารสกัดที่เป็นส่วนประกอบของ ดี-คอนแทค (D-Contact)
Active Ingredient ส่วนประกอบสำคัญ
1. Yeast Beta-Glucan 85% (เบต้า-กลูแคนจากยีสต์ 85%) 100 มก.
2. Bilberry Extract สารสกัดจากบิลเบอร์รี่ 100 มก.
3. Blueberry Extract สารสกัดจากบลูเบอร์รี่ 50 มก.
4. Cranberry Extract สารสกัดจากแครนเบอร์รี่ 50 มก.
5. Ascorbic Acid แอสคอร์บิก แอซิด 50 มก.
6. Marigold Extract สารสกัดจากดอกดาวเรือง 40 มก.
7. Beta-Carotene 10% เบต้า-แคโรทีน 10% 30 มก.
8. Vitamin B12 วิตามีน บี12 0.002 มก.
Inactive Ingredient
- Microcrystalline Cellulose 460i 60.998 มก.
- Titanium Dioxide 171 9 มก.
- Magnesium Stearate 470iii 5 มก.
- Silicon Dioxide 551 5 มก.
- สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน (INS 460i ,INS 470iii , INS 551 )
- สีธรรมชาติ (INS 171)
🌿🌿 สรรพคุณของสารสกัดที่เป็นส่วนประกอบของ
ดี-คอนแทค (D-Contact)
🔴 Marigold Extract (สารสกัดจากดอกดาวเรือง)
ซานโทฟิวและ ไคลป์ท๊อกซาติน หรือ ลูทีนและซีแซนทีน จากการศึกษากายวิภาคของมนุษย์พบว่า สารสีเหลืองในผลึกเลนส์ตา และจอประสาทตา Macula Lutea ส่วนใหญ่เป็นซานโทฟิวและไคลป์ท๊อกซาติน ซึ่งองค์ประกอบ 2 ตัวนี้เท่านั้น ที่สามารถจะผ่านเข้าไป ในเลนส์ผลึกและจอประสาทตา Macula Lutea ได้
▶️ ประโยชน์ของซานโทฟิวและไคลป์ท๊อกซาติน
🔸เป็นอาหารบำรุงตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะสามารถคงอยู่ในตา เพื่อฟื้นฟูดวงตา ได้ง่ายขึ้น
🔸ช่วยบรรเทาอาการผลกระทบจากอนุมูลอิสระที่เป็นอันตราย
🔸ช่วยดูดซับแสงสีน้ำเงินที่เป็นอันตรายต่อตา และหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากลำแสงที่มากระทบดวงตา
🔸การเปลี่ยนแปลงของจอประสาทตา Macula Lutea กลายเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้ผู้สูงอายุ สูญเสียประสิทธิภาพการมองเห็น การเสริมซานโทฟิว และไคลป์ท๊อกซาตินเข้าไป จะเป็นประโยชน์ในการบำรุงและรักษาสายตา
🔸ลดอุณหภูมิของจอประสาทตาและเลนส์ตาด้วย
🔸และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจกด้วย
▶️ คุณสมบัติของสารสกัดจากดอกดาวเรืองแยกตามหน้าที่
🔸 ส่งเสริมการมองเห็น
เมื่อแสงสว่างและออกซิเจนมากระทบลูกตา จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ที่ทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตา แต่ซานโทฟิว ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นสูงมาก จะช่วยกรองแสงสีน้ำเงิน และลดการเกิดปัญหา ที่จะทำให้การมองเห็นไม่ดี ช่วยทำให้การมองเห็นชัดเจนแม่นยำมากขึ้น
🔸 ป้องกันจอตา
จอตาประกอบไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว (DHA) ดังนั้นซานโทฟิวเป็นสารที่มีประโยชน์สำหรับจอตา ช่วยในการหลีกเลี่ยงการถูกทำร้ายโดยการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเมื่อจอตารับแสง
🔸 ลดการเกิดต้อกระจก
ซานโทฟิว ซึ่งเป็นแคโรทีนตัวเดียวเท่านั้น ที่สามารถอยู่ในผลึกเลนส์ตาได้ ต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำลาย โปรตีนในเลนส์ตาและก่อให้เกิดต้อกระจก
🔸 ช่วยป้องกันการรับสีของตา
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการรับสีของจอตาผิดปกติ เซลล์รับแสงรูปแท่งและรูปพีระมิด จะเกิดน้อยลง หากเราเสริมด้วยซานโทฟิว ก็จะช่วยในการรับสีของจอตาได้ดีขึ้น
🔸 ในดอกดาวเรืองยังมีสาร Phosphatidylserine คือ สารประกอบประเภทไขมัน Phospholipid ที่เป็นองค์ประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์สมอง สกัดจากเลซิติน (Lecithin) ที่อุดมด้วยสาร Phosphatidylserine มากกว่า 70% เป็นสารสื่อประสาทในเนื้อเยื่อเซลล์สมอง (ช่วยสื่อสารการทำงานระหว่างเซลล์สมอง) ช่วยบำรุงและเพิ่มความสามารถ ของสมองกลีบท้ายทอย (Occipital Lobe) ที่ใช้ควบคุมการมองเห็น
🔴 Bilberry Extract (สารสกัดจากบิลเบอร์รี่)
ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีจำนวนมาก สาระสำคัญที่มีประโยชน์ คือ กลุ่มแอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides) ซึ่งพบได้ในพืชที่มีสีแดง ม่วงจนถึงน้ำเงิน แอนโธไซยาโนไซด์ มีการทำงานคล้าย สารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ จึงให้ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันและฤทธิ์ทางด้านอื่น
จากผลการวิเคราะห์และวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากหลายๆประเทศ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี ได้ค้นพบว่าสารที่สำคัญในบิลเบอร์รี่มีดังนี้
🔸แอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides)
สามารถจับกับเซลล์บุผิว (Pigmented Epithelium) ที่จอภาพเรตินาได้ดี โดยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีเลิศ (Anti-Oxidant) ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ และคืนสภาพสาร Rhodopsin ได้ หลังจากถูกแสง จึงช่วยทำให้การมองเห็นในที่มืดได้ดี
🔸 แทนนิน (Tannins) มีฤทธิ์ในการสมานแผล
(Astingent) และให้ผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค เช่น พวกแบคทีเรียบางชนิด
🔸 ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) เช่นกัน และยังเป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนหลายชนิดที่สำคัญต่อมนุษยฺ์
🔸 กลูโคควินิน (Glucoquinine) เป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้น ให้การทำงานของอินซูลิน ทำให้การควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น
▶️ ประโยชน์ของอาหารเสริมที่สกัดจาก บิลเบอร์รี่ ต่อสุขภาพดวงตา
🔸 ช่วยถนอมดวงตา ทำให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น
🔸 ช่วยป้องกันอาการตาบอดกลางคืน (Night blindness)
🔸 ช่วยลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา เมื่อใช้สายตานานๆ
🔸 ช่วยป้องกันเลนส์ตา และช่วยให้คอลลาเจนในตาในส่วน Cornea และหลอดเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น
🔸 ช่วยลดอนุมูลอิสระในจอตา ทำให้ป้องกันอาการเสื่อม ที่มักจะเกิดกับดวงตาให้น้อยลงได้ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ ตาเสื่อมในคนสูงอายุ (สายตายาว)
นอกจากนี้ สารแทนนิน ในผลบิลเบอร์รี่
🔸 สามารถบรรเทาอาการท้องเสีย อาการคลื่นไส้ และภาวะอาหารไม่ย่อยได้
🔸 ลดอาการปวดเจ็บ จากภาวะ เส้นเลือดขอด (Varicose vein) ได้ เนื่องจากภาวะดังกล่าว เกิดจาก ความเสื่อมของเซลล์เช่นกัน
🔸 ใช้ลดอาการอักเสบในช่องปาก และเยื่อบุช่องปากได้
🔸 ช่วยลดอาการเสื่อม ของเซลล์ผิวหนัง ที่ทำให้เกิดจุดด่างดำของผิวพรรณได้
🔴 Ascorbic Acid (แอสคอร์บิก แอซิด)
พบได้จาก ผักและผลไม้สด เช่น พืชตระกูลส้ม ฝรั่ง เชอรี่ เป็นต้น
🔸 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti oxidant มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
🔸 ช่วยในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย
🔸ช่วยให้เส้นเลือดฝอยในลูกตาสะอาด
🔸ลดแรงดันในลูกตา ลดความเสื่อมของการเป็นต้อหิน
🔴 Yeast Beta-Glucan 85% (เบต้า-กลูแคน จากยีสต์ 85%)
สารสกัดจากยีสต์ มีโปรตีนและกรดอะมิโน เป็นส่วนประกอบหลัก คือประมาณร้อยละ 50 -75 ที่เหลือ คือ คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 4-13 และมีลิพิด (Lipid) น้อยมาก
▶️ ประโยชน์สำคัญ คือ
🔸เพิ่มความแข็งแรงของเล็บและบำรุงสุขภาพผม
🔸สนับสนุนการเติบโตของเซลล์และเส้นโลหิตฝอย
🔸เพิ่มการไหลเวียนโลหิต เร่งรัดการสร้างคอลลาเจนเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
🔸สารชื่อ Glucan มีฤทธิ์ช่วยให้บาดแผลหายไว ช่วยในการรักษาสิว
🔸ลดคอเลสเตอรอลในเลือด มีผลในการช่วยลดน้ำตาลในเลือด
🔸มีส่วนผสมของไฟเบอร์ ป้องกันอาการท้องผูก
🔸ช่วยในระบบการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีนภายในร่างกาย
🔸สนับสนุนระบบการทำงาน ส่วนประสาทและช่วยรักษากล้ามเนื้อ
🔸บรรเทาอาการตึงเครียด อาการซึมเศร้า ช่วยชะลอความแก่
🔴 Cranberry Extract (สารสกัดแครนเบอร์รี่)
มีสารลูทีนและซีแซนทีน (Lutein & Zeaxanthin)
▶️ ประโยชน์ของแครนเบอร์รี่
🔸ช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา
🔸ช่วยป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา
🔸ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย
🔸กรองแสงสีน้ำเงินที่ทำลายดวงตา
🔸ช่วยลดการเกิดต้อกระจกและโรคจอตาเสื่อมได้
🔴 Blueberry Extract (สารสกัดจากบลูเบอร์รี่)
▶️ ประโยชน์ของ บลูเบอร์รี่ คือ
🔸 บลูเบอรี่เป็นผลไม้ที่มีสารแอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides) มีประโยชน์ช่วยทำให้หลอดเลือดฝอยแข็งแรง
🔸 ช่วยป้องกันการอ่อนล้าจากการใช้สายตาหนัก
🔸 ช่วยให้มองเห็นในที่มืดดีขึ้น
🔸 ช่วยลดความดันในลูกตา และลดความเจ็บจากการบวมในลูกตา
🔸 ช่วยป้องกัน โรคต้อกระจก ต้อหิน ต้อลม และ ลดความเสี่ยงโรคตาในผู้สูงวัย
🔴 Beta-Carotene 10% (เบต้า-แคโรทีน)
เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ (โปรวิตามินเอ) มีบทบาทสำคัญ ในการรักษาสุขภาพ และเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราสามารถเปลี่ยนเบต้า-แคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตามปริมาณ ที่ร่างกายต้องการ ในปัจจุบันมีการนำเบต้าแคโรทีนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายชนิด โดยจะผสมวิตามิน และเกลือแร่ชนิดอื่นหลายชนิดเข้าไปด้วยเพื่อบำรุงร่างกาย
▶️ ประโยชน์ของ เบต้า-แคโรทีน คือ
🔸ช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้ดี
🔸ลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา
🔸ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก
🔸ช่วยป้องกันผิวที่อาจเกิดจากอันตรายของรังสีอัลตราไวโอเลต ที่มากับแสงแดดได้ จึงทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี ไม่มีริ้วรอยแก่ก่อนวัยและดูสดใสอยู่เสมอ
🔸นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสภาพปกติของเซลล์เยื่อบุตาขาว กระจกตา ช่องปาก ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ รวมถึงทางเดินปัสสาวะ ให้เป็นปกติ
🔸และยังช่วยให้ระบบภูมิ คุ้มกันของร่างกาย ทำงานได้ดีอีกด้วย
🔸เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถลดอัตราเสี่ยง ในการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย
🔴 Vitamin B12 ( วิตามิน บี12)
มักพบในเนื้อสัตว์ ตับหมู ตับวัว ตับไก่ หอยนางรม หอยลาย ปลาซาดีน ปลาทูน่า ไข่ เนื้อวัว สัตว์ปีก
หอยเชลล์ ชีส นม
▶️ ประโยชน์ของวิตามิน บี 12
🔸ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัว
🔸ช่วยบำรุงประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรงขึ้น
🔸ช่วยบรรเทาอาการหงุดหงิด ลดความเครียด
🔸ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
🔸ช่วยทำให้เด็กเจริญอาหาร
🔸ทำให้ร่างกายสามารถใช้ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสม
🔸ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
🔸ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง
🔸ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งจากการสูบบุหรี่
🔸ปริมาณ 80 ไมโครกรัมต่อวัน จะช่วยเสริมสร้างความแข็งของกระดูก และช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้
🔸ช่วยในระบบการย่อยอาหารและการเผาผลาญอาหารเป็นพลังงานในร่างกาย
▶️ สรรพคุณ ดี-คอนแทค D-Contact
🔸 ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นที่ดวงตา
🔸 ช่วยบำรุงและฟื้นฟูเซลล์ที่ดวงตา ที่เกิดปัญหาจากโรคเสื่อม ได้แก่ ต้อกระจก ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม วุ้นในตาเสื่อม ตาบอดกลางคืน โรคตาแห้ง
🔻 ดี-คอนแทค D-Contact
อาหารเสริม บำรุงดวงตา ยอดขายอันดับหนึ่ง
▶️ D-Contact เหมาะสำหรับ
✔️ผู้ที่มีอาการสายตาสั้น สายตาสั้นเทียม หรือ ระดับสายตาสั้นลึก
✔️ผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์มาเป็นระยะเวลานาน
✔️ผู้ที่จอตาเปลี่ยนแปลงสภาพ ที่เกิดจากโรคเบาหวาน
✔️ผู้ที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน เป็นระยะเวลานานๆ
✔️ผู้ที่ทำงานผลัดกลางคืนเป็นประจำ
✔️ผู้ที่ขับรถเป็นระยะเวลานานๆ เช่น คนขับแท็กซี่ คนขับรถบรรทุก
✔️ผู้สูงอายุที่มีสายตาฝ้าฟาง
✔️ผู้ที่มีแนวโน้ม ที่น้ำตาจะไหลเมื่อเห็นแสงจ้า
✔️ผู้ที่มีสายตายาว
✔️ผู้ที่มีอาการวุ้นในตาเสื่อม ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง
✔️เยื่อบุตาอักเสบ ต้อกระจก ต้อหิน หรือ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมากๆ
✔️ผู้ที่มีปัญหาจอประสาทตาเสื่อม หรือ เลนส์ตา มีการเปลี่ยนแปลง
✔️ ผู้ที่มีอาการต้อลม และต้อเนื้อ
วิธีรับประทาน
🔻ป้องกันการเสื่อมและบำรุงสายตา
รับประทานวันละ 1 เม็ด หลังอาหารเย็น หรือก่อนนอน
🔻บำรุงสายตาที่เสื่อมถอย เช่นสายตาพร่า มัว ฝ้าฟาง สั้น-ยาว แพ้แสง
รับประทานวันละ 2 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 เม็ด
🔻ฟื้นฟูสายตาที่เสื่อมแล้ว เช่น ต้อกระจก ต้อหิน ต้อลม ต้อเนื้อ วุ้นในตาเสื่อม เบาหวานขึ้นตา จอประสาทตาหลุดลอก จอประสาทตาเสื่อม
รับประทานวันละ 4 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 2 เม็ด
ปริมาณสุทธิ :
1 กล่องบรรจุ 30 แคปซูล (50 กรัม)
เลขที่ อย. 10-1-15456-5-0019
รับรองฮาลาล
HACCP
GMP
▶️ คำเตือน :
1. ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยา ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคใดๆให้หายขาด ผลลัพธ์ที่ได้อาจเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละบุคคล
2. ควรกินอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ
3. ควรเก็บไว้ในที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่วางในที่อับชื้น เก็บให้พ้นแสงแดดและความร้อน
4. กรุณาอ่านคำเตือนบนฉลากผลิตภัณฑ์ หรือเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์นั้นๆก่อนใช้
ดี-คอนแทค D-Contact
มีปัญหาเรื่องดวงตา รีบมองหา ดี-คอนแทค พลัส อาหารเสริมบำรุงดวงตา ยอดขายอันดับหนึ่ง
อาหารเสริมบำรุงสายตา ช่วยถนอมดวงตา จอประสาทตาหลุดลอก ต้อหิน ต้อกระจก และจุดรับภาพที่จอประสาทตามีอาการเสื่อมลง สายตาพร่ามัว สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียงตาบอดสี
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดูแลสุขภาพดวงตา ด้วยสูตรทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด ที่ได้รับการรับรอง Omni-Directional : ด้วยการนำเอาซานโทฟิว และ ไคลป์ท๊อกซาตินมารวมกัน พร้อมสารอาหารอีกหลายชนิด ดีคอนแทค (D-Contact) จึงพร้อมสำหรับเดูแลดวงตาของคุณให้สดใสตลอดไป
ดี-คอนแทค D-Contact
อาหารเสริมบำรุงดวงตา ยอดขายอันดับหนึ่ง
รวมสุดยอดของสารสกัดดูแลดวงตาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ลิขสิทธิ์หนึ่งเดียว ช่วยดูแลดวงตา ป้อง
กันการเกิดโรคที่เกี่ยวกับดวงตา ได้แก่ ต้อกระจก ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม วุ้นในตาเสื่อม เบาหวานขึ้นตา ตาบอดกลางคืน โรคตาแห้ง
โครงสร้างของลูกตา
โครงสร้างของลูกตาประกอบด้วย
>> กระจกตา (Cornea)
ทำหน้าที่ปกป้องดวงตาจากการได้รับอันตราย
>> ม่านตา (Iris)
ทำหน้าที่ ช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตาโดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา
>> รูม่านตา (Pupil)
มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้ารูลูกตา
>> เลนส์แก้วตา (Lens)
ทำหน้าที่ช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้น
>> น้ำวุ้นตา (Vitreous)
ทำหน้าที่ให้ลูกตาคงรูปในลักษณะกลมตลอดเวลา
>> จอตา หรือ จอประสาทตา (Retina)
ทำหน้าที่คล้ายกับฟิล์มถ่ายรูป โดยจะส่งผ่านรูปไปยังสมอง ซึ่งในภาวะสายตาปกติการหักเหของแสงจะลงมาตกกระทบที่จอประสาทตาพอดี
>> เส้นประสาทตา (Optic nerve)
เป็นตัวส่งผ่านการกระตุ้นของการมองเห็นจากจอประสาทตามายังสมอง
>> นัยน์ตาขาว หรือ ตาขาว (Sclera)
เป็นส่วนสีขาวของลูกตาทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่อลูกตาช่วยให้เกิดความแข็งแรงและเป็นโครงสร้างของลูกตา
10 อาการผิดปกติ เกี่ยวกับดวงตา
ตามัว
ตาสู้แสงไม่ได้
มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำลอยไปลอยมา
เห็นแสงวาบ แสงฟ้าแลบ
การมองเห็นตอนกลางคืนผิดปกติ
มองเห็นภาพซ้อน
เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ
อาการปวดตา
อาการคันตา
อาการตาแดง
โรคตาที่ควรรู้
🔴 1. ต้อลม (PINGUECULA)
ต้อลม (PINGUECULA)
มีลักษณะเป็นก้อนนูนเล็กน้อยสีเหลืองอ่อน (ขาวเหลือง)ขนาดประมาณเท่าหัวไม้ขีดไฟ ซึ่งจะพบอยู่บนยอดตาขาวใกล้ๆกับขอบตาดำ บริเวณทางด้านหัวตาหรือหางตา
💢 สาเหตุของโรคต้อลม
🔸 ลม
🔸 ฝุ่น ควัน สารเคมี และมลพิษทางอากาศ
🔸 แสงแดด (รังสีอุลตร้าไวโอเลต)
🔸 ความร้อนหรือไอร้อนทั้งหลาย
🔸 โรคตาแห้ง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้เกิดโรคต้อลมได้
ต้อลม เกิดจากการถูกลมโกรกตาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งลมในที่นี้จะหอบเอาฝุ่นละออง ไอความร้อน และรังสีอุลตร้าไวโอเลตติดมากระทบตาด้วย ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ
💢 อาการ ของโรคต้อลม
เมื่อโดนลมหรือฝุ่นมากก็จะ
🔸 อักเสบ
🔸 แสบตา ระคายเคืองตา และแดง
🔸 บริเวณที่เป็น มีน้ำตาไหล อาจมีขี้ตาออกมาบ้าง เมื่อตื่นนอนตอนเช้า
🔴 2. ต้อเนื้อ (PTERYGIUM)
เกิดจากเยื่อบุตาที่เกิดการเสื่อมและหนาตัวขึ้นไปบนกระจกตา(ตาดำ) ซึ่งมักพบบริเวณหัวตามากกว่าหางตา และจะค่อยๆโตลุกลามอย่างช้าๆ เข้าไปในตาดำ ถ้าเป็นมากจะลามเข้าไปจนถึงกลางตาดำและปิดรูม่านตา ซึ่งจะปิดบังการมองเห็น ทำให้ตามัวได้
ต้อเนื้อแม้จะลุกลามได้ แต่ก็ไม่ใช่มะเร็ง และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้
💢 อาการของโรคต้อเนื้อ
🔸 จะเห็นแผ่นเนื้อเยื่อรูปสามเหลี่ยม ที่ยื่นจากตาขาวเข้าไปในกระจกตา (ตาดำ)
🔸 เมื่อถูกแสง ถูกลมมากๆ หรือนอนดึก อาจทำให้เห็นหลอดเลือดขยาย มีลักษณะแดงเรื่อได้
🔸 มีการอักเสบ จะมีอาการเคืองตา แสบตา คันตา ตาแดง
น้ำตาไหล หรือ มีอาการปวดได้เล็กน้อย (อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้น เมื่อถูกแดด ถูกลม)
🔸 ถ้าต้อเนื้อยื่นเข้าไปถึงกลางตาดำ ทำให้บดบังสายตา ตามัวและมองไม่ถนัดได้
🔸 การลอกต้อเนื้อ ผ่าตัดลอกต้อเนื้อออกแล้ว จะมีโอกาสที่ต้อเนื้อจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก
🔴 3. ต้อกระจก (CATARACT)
ต้อกระจก (CATARACT)
เป็นโรคตาที่พบได้บ่อยมากในผู้สูงอายุ เกิดจากการขุ่นของเลนส์แก้วตา ทำให้บดบังแสงที่จะผ่านเข้าไปในตา แสงจึงผ่านเข้าสู่ลูกตาไปรวมตัวที่จอประสาทตา หรือเรตินาได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิด สายตาฝ้าฟาง หรือสายตามัวคล้ายหมวกบัง
💢 อาการของโรคต้อกระจก
🔸 มองเห็นได้ไม่ชัดเจน ภาพเบลอ หรือพร่ามัว เหมือนมี หมอกบัง
🔸 ต้องใช้แสงสว่างมากขึ้น ในการอ่านหนังสือ หรือกิจกรรม
ที่ต้องใช้สายตา
🔸 มองเห็นภาพในที่มืดชัดกว่าที่สว่าง ตาสู้แสงไม่ได้
🔸 มองเห็นเป็นภาพซ้อน
🔸 มองภาพเป็นสีเหลือง หรือ สีซีดจางลง
🔸 มองเห็นแสงไฟเป็นแสงกระจาย หรือ มองเห็นแสงไฟ
เป็น 2 ดวงซ้อนกัน
🔴 4. โรคต้อหิน (GLAUCOMA)
เกิดจากการระบายน้ำในลูกตาผิดปกติ ทำให้ความดันตาสูง และกดทำลายเส้นประสาทตาได้ พบได้ถึง 2 % ในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยช่วงแรกของโรค มักไม่มีอาการ ไม่ปวด ดังนั้นการรีบวินิจฉัยและรักษา จะสามารถช่วยไม่ให้เกิดการตาบอดได้
โรคต้อหิน เป็นโรคที่เกิดจากขั้วประสาทตาเสื่อม ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ที่รักษาให้กลับคืนมาเป็นปกติไม่ได้ สำคัญที่พบแทบทุกรายคือ การมีความดันในลูกตาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ขั้วประสาทตาถูกทำลายได้ง่าย
ความดันลูกตา ค่าปกติอยู่ที่ระหว่าง 10-21 มิลลิเมตรปรอท
และมีค่าเฉลี่ยทั่วไปอยู่ที่ 15.5 มิลลิเมตรปรอท
💢 สาเหตุโรคต้อหิน
เกิดจากการเสื่อมของร่างกาย ปัจจัยเสี่ยง
> ผู้ที่เป็นเบาหวาน คนที่มีโรคการไหลเวียนเลือดไม่ดี ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทตาไม่ดี
> คนที่มีสายตาสั้นหรือยาวมากๆ
> มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน
💢 ต้อหิน มี 2 ชนิด
▶️ 1. ต้อหินแบบเฉียบพลัน เกิดจากการไหลเวียนของน้ำใสในลูกตาไม่สะดวกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มีอาการตาแดง รูม่านตาขยาย ปวดตามาก คลื่นไส้ อาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย จะเห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ สายตาจะมัวลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที จะทำให้ตาบอดได้ภายใน 2-3 วัน
👉 อาการต้อหินเฉียบพลัน
🔸 ปวดตา (ส่วนใหญ่จะปวดศีรษะข้างเดียวกันร่วมด้วย และอาจร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน)
🔸 ตาแดง น้ำตาไหล (ภายใน 30-60 นาที)
🔸 ตามัว การมองเห็นลดลง มองเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ (ซึ่งอาจทำให้ตาบอดตามมาอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่กี่วัน หากรักษาไม่ทัน)
▶️ 2. ต้อหินชนิดเรื้อรัง
เกิดจากความเสื่อมของทางไหลผ่านของน้ำใสภายในลูกตาต้อหินชนิดนี้ไม่มีอาการเจ็บปวด เกิดขึ้นช้าๆ โดยไม่รู้ตัว สายตาจะค่อยๆ มัวลง จากขอบเขตของการมอง
👉 อาการต้อหินเรื้อรัง
🔸 อาจรู้สึกมึนศีรษะได้เล็กน้อย
🔸 อาจรู้สึกว่า เวลาอ่านหนังสือแล้ว จะปวดตาเล็กน้อย หรือ ตาล้า ตาเพลีย และตาพร่าเร็วกว่าปกติ
🔸 ผู้ป่วยจะมีลานสายตาแคบลงกว่าเดิมมาก จึงทำให้มองไม่เห็นด้านข้าง อาจขับรถลำบาก เพราะมองไม่เห็นรถที่อยู่ทางด้านซ้ายและขวา หรือ มองไม่เห็นรถที่กำลังจะแซง รถที่สวนมา หรือ เวลาเดินอยู่ในบ้านก็อาจเดินชนขอบโต๊ะขอบเตียงได้
🔴 5. โรคจอประสาทตาเสื่อม
โรคจอประสาทตาเสื่อม
เป็นโรคที่มีความผิดปกติ เกิดขึ้นที่จุดกลางรับภาพของจอประสาทตา (Macula) ซึ่งเป็นส่วนที่ไวต่อการมองเห็น มากที่สุด โดยผู้ป่วยมักจะไม่สังเกตเห็น ถึงความผิดปกติ ในระยะเริ่มต้น มารู้ตัวเมื่อมีการสูญเสีย การมองเห็น เกิดขึ้นแล้ว พบมากขึ้นในกลุ่มผู้อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
💢 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม
🔸 อายุ พบได้ในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
🔸 พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุก 1 ปี
🔸 การสูบบุหรี่ เพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ ได้ถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
🔸 ภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาลดความดันโลหิต และมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง มีความเสี่ยงสูงมาก ต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD)
🔸 วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน และไม่ได้รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน มักมีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคนี้
💢 อาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม
🔸 ในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติ
🔸 มองเห็นภาพไม่ชัด หรือตามัวลงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงกลางของภาพ
🔸 มองเห็นภาพบิดเบี้ยว
🔸 สายตาไม่ดีเมื่ออยู่ในที่สลัว
🔸 มองเห็นสีได้ไม่ชัดเจน
🔸 มองเห็นขนาดภาพ เปลี่ยนไป
🔸 ตามัวลงอย่างฉับพลัน
🔴 6. โรคเบาหวานขึ้นตา
โรคเบาหวานขึ้นตา
โรคจอตาเสื่อมจากเบาหวาน เป็นสาเหตุให้ตาบอดถาวรได้
จอประสาทตา เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านในสุดของลูกตา ประกอบด้วยเซลล์ประสาทรับแสงหลายล้านเซลล์ ทำหน้าที่เปลี่ยนแสง หรือ ภาพที่ผ่านเข้ามาในลูกตา เป็นสัญญาณประสาท ส่งต่อไปที่สมอง ทำให้เรารับรู้ถึงการมองเห็นต่างๆได้ ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นที่จอประสาทตา ก็จะมีผลกระทบทำให้การมองเห็นผิดปกติได้
💢 เบาหวานขึ้นตาแบ่งได้เป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของโรค
1. เบาหวานขึ้นตา ระยะที่ไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ (Non-proliferative diabetic retinopathy)
ระยะนี้ จะมีความอ่อนแอของผนังหลอดเลือดฝอย ที่จอประสาทตา ทำให้เกิด หลอดเลือดฝอยโป่งพอง เมื่อมีการแตกของหลอดเลือดฝอยที่โป่งพอง ก็จะทำให้เกิด จุดเลือดออกเล็กๆกระจายทั่วไป หลอดเลือดฝอยที่โป่งพอง มักมีรูรั่วทำให้มีน้ำและไขมันรั่วออกมา ทำให้จอประสาทตาบวมน้ำ และมีจุดไขมันสีเหลือง ถ้าจอประสาทตาบวมน้ําบริเวณจุดภาพชัด จะทำให้มีอาการตามัว
2. เบาหวานขึ้นตา ระยะที่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ (Proliferative diabetic retinopathy)
ระยะนี้หลอดเลือดฝอยจะมีการอุดตัน ทำให้จอประสาทตาขาดเลือด ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ หลอดเลือดเหล่านี้ มีลักษณะและแตกง่าย ทำให้เกิด เลือดออกในตา และเกิด พังผืดดึงรั้งจอประสาทตา และทำให้จอประสาทตาหลุดลอกได้
*** ถ้าหากเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นไปแทรกแซงการระบายน้ำออกจากลูกตา ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น เป็นสาเหตุให้เกิดโรคต้อหินได้
💢 อาการโรคเบาหวานขึ้นตา
🔸 อาจไม่มีอาการอะไรเลยในระยะแรก
🔸 ตามัวลงเล็กน้อย ตาจะมัวลงอย่างช้าๆ เห็นเงาดำๆ ลอยไปลอยมา หรือ มีจุดดำ มาบังตรงกลางของภาพ
🔸 อาจมองเห็นภาพบิดเบี้ยว ถ้าจอตามีการบวมน้ำ หรือมีการตายของเซลล์ จอตาเป็นหย่อมๆ
🔸 มีลานสายตาที่ผิดปกติ อาจเห็นมืดไปด้านใดด้านหนึ่ง
🔸 ตามืดลงอย่างฉับพลัน มักเกิดในรายที่มีเลือดออกในน้ำวุ้นตาอย่างฉับพลัน
🔴 7. โรควุ้นในตาเสื่อม
โรควุ้นในตาเสื่อม
ประเทศไทยมีคนเป็น "โรควุ้นในลูกตาเสื่อม" ถึง 14 ล้านคนแล้ว
สาเหตุของโรคนี้คือ "การใช้สายตามากเกินไป" ( เล่นคอม)
วุ้นในลูกตาเสื่อม เกิดง่าย อันตรายต่อการมองเห็น
วุ้นในตาเสื่อม ภัยจากคอมพิวเตอร์
- มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมากตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
- หนุ่มสาว คนทำงานออฟฟิศ
💢 สาเหตุที่ทำให้เป็น วุ้นตาเสื่อม
สาเหตุหลักของโรคนี้เกิดจากน้ำใน วุ้นตาเสื่อม โดยส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุ หรือคนที่ทำอาชีพที่ต้องใช้สายตามากๆ และผู้ที่สายตาสั้น แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีคนเป็นโรค วุ้นตาเสื่อม กันมากขึ้น จากสาเหตุที่อยู่หน้าจอกันทั้งวัน ไม่ว่าจะเล่นโทรศัพท์ อ่านหนังสือ ดูหนัง เล่นเกมส์ ต่างก็ทำผ่านหน้าจอกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะผ่านโทรศัพท์ ผ่านโทรทัศน์ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณสายตาเสียจากการมองจอมาจากสาเหตุดังนี้
1. การมองตัวอักษรที่อยู่บนจอ ตาจะโฟกัสไม่แน่นอนจากเหตุทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักเป็นสาเหตุให้สายตาเสีย
2. การก้มมองแป้นพิมพ์ตัวอักษร ทำให้ตาทำงานหนัก เพราะต้องปรับโฟกัสบ่อย
3. การเลื่อนดูเนื้อหาบนหน้าจอ ซึ่งทำให้ตาต้องปรับโฟกัสบ่อย ซึ่งถ้าคุณชอบอ่านหนังสือบนหน้าจอจะทำให้คุณติดนิสัยมา เมื่อคุณมองสิ่งต่างๆ ไม่ว่าใกล้หรือไกล ก็ต้องปรับโฟกัสการมองเสมอ
💢 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวุ้นตาเสื่อม
> ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
> ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก โดยเฉพาะสั้นกว่า 600 ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้วุ้นตาเสื่อมเร็วกว่าปกติได้
> ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุ ทางดวงตา หรือบริเวณศีรษะ หรือมีการอักเสบในลูกตา หรือเคยผ่าตัดต้อกระจก จะทำให้วุ้นตาเสื่อมเร็วกว่าปกติได้
> ผู้เป็นโรคเบาหวานขึ้นตา
💢 อาการของวุ้นตาเสื่อมที่แสดงออกมา
🔸 ผู้ป่วยจะมีอาการมองเห็นเป็นจุดหรือเส้นคล้ายหยากไย่ ลอยไปลอยมา โดยเฉพาะเวลามองในที่แสงสว่าง ตะกอนที่ปรากฏนี้จะอยู่ในวุ้นตา ในระยะแรกจะเห็นภาพตะกอนได้ชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสมองจะจำจดและทำให้ผู้ป่วยเห็นภาพตะกอนได้น้อยลง เมื่อวุ้นตาเหลวและหดตัวจะทำให้เกิดการดึงรั้นที่ผิวจอตา ผู้ป่วยจะเห็นเป็นแสงคล้ายแฟลชในตา ซึ่งจะเห็นในที่มืดหรือเวลากลางคืน อาการนี้จะหายไปเมื่อวุ้นตาร่อนออกจากจอตา ในบางรายแรงดึงที่เกิดขึ้นอาจทำให้จอตาฉีกขาดและหากปล่อยทิ้งไว้ผู้ป่วยอาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเลย แต่ในบางครั้งการมองเห็นจุดสีดำอาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ม่านตาอักเสบ เลือดออกในวุ้นตา เป็นต้น
🔸 เงาดำนี้ อาจเกิดขึ้นเพียงจุดเดียว หรือหลายจุดในตา อาจเป็นกับตาเพียงข้างเดียว หรือทั้งสองข้างก็ได้
💢 วุ้นตาเสื่อม รู้ตัวช้า เสียงตาบอดอย่างถาวร !!
แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว วุ้นตาเสื่อม มักจะเกิดจากความเสื่อมตามวัย และไม่เป็นอันตรายก็ตาม หากมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้เกิดขึ้น เนื่องจากอาจมีรอยฉีกขาด ที่จอประสาทตาได้ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์
อาการดังกล่าว คือ
🔸 เห็นเงาดำจุดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
🔸 มองเห็นแสงวาบคล้ายแสงฟ้าแลบ แสงแฟลชถ่ายรูป (Flash) ในตาเกิดขึ้น
🔸 มองเห็นเงาคล้ายมีม่านบังตา บางส่วนเป็นแถบๆ
🔸 สายตามัวลง
🔴 8. จอประสาทตาลอก
เกิดจากการที่วุ้นในลูกตาเสื่อมสภาพจากเดิมที่มีลักษณะกึ่งของเหลวของแข็ง กลายเป็ของเหลว ส่งผลทำให้เกิดการหดตัวของวุ้นตา หากวุ้นตามีการยึดติดแน่นกับจอประสาทตามากกว่าปกติ จะดึงรั้งจอประสาทตา เมื่อวุ้นตาหดตัวทำให้อาจฉีกขาดเป็นรู ทำให้เวลาต่อมามีสารน้ำจากวุ้นตาไหลเซาะเข้าไปตามรูแล้วสะสมอยู่ใต้จอประสาทตา ทำให้เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่า จอประสาทตาหลุดลอก
ภาวะที่เกิดการแยก หรือลอกตัวของจอประสาทตา ออกจากตำแหน่งเดิม ทำให้มีอาการ
🔸 มองเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ แสงแฟลชถ่ายรูป
🔸 และมีอาการ มองเห็นจุดดำหรือเส้นสีดำๆ คลายเหงาอยากไย่ลอยไปลอยมา
🔸 ร่วมกับมีอาการตามัว
💢 สาเหตุของจอประสาทตาลอก
🔸 จอประสาทตาลอกที่เกิดจากรู หรือรอยฉีกขาดที่จอประสาทตา เป็นสาเหตุของจอประสาทตาลอก ที่พบได้บ่อยที่สุด ทำให้มีของเหลวของน้ำวุ้นลูกตา แทรกซึมเข้าไปเซาะ ให้จอตาลอก ส่วนใหญ่มักเกิดจาก
> การกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงที่ตา
> จอประสาทตาเสื่อมในผู้ที่มีสายตาสั้น
> เกิดรูขาดขึ้นเองไม่ทราบสาเหตุ
🔸 จอประสาทตาลอกที่เกิดจากการดึงรั้ง เกิดจากจอประสาทตาส่วนที่ยึดติดแน่นกับส่วนผิวของน้ำวุ้นลูกตา ถูกแรงดึงรั้งจากน้ำวุ้นลูกตา ทำให้จอประสาทตาหลุด ลอกจากผนังลูกตา เป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อย
> มักพบในผู้ป่วยเบาหวาน ขึ้นจอรับภาพระยะท้าย ที่มีเส้นเลือดงอกผิดปกติที่จอดรับภาพ และมีเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา
> ผู้ที่มีการอักเสบของน้ำวุ้นลูกตา หรือ จอประสาทตาอย่างรุนแรงจนเกิดชั้นพังผืด
> ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางตา ที่ทำให้ลูกตาแตก หรือทะลุมาก่อน
🔸 จอประสาทตาลอกที่ไม่มีรูขาดที่จอประสาทตา เป็นตัวนี้ที่เกิดจากการอักเสบ หรืออุบัติเหตุ ทำให้มีน้ำรั่วซึมขัง สะสมอยู่ในชั้นจอประสาทตา มักพบได้ในผู้ป่วย ที่มี
> เนื้องอกที่จอประสาทตา
> ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมากๆ
> ภาวะไตวาย
💢 ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดจอประสาทตาลอก
🔸 มีสายตาสั้นมาก
🔸 มีอายุมาก
🔸 มีประวัติจอประสาทตาลอกมาแล้วข้างหนึ่ง
🔸 มีประวัติคนในครอบครัวมีภาวะจอประสาทตาลอก
🔸 มีการติดเชื้อ หรือการอักเสบภายในลูกตา
🔸 มีเนื้องอก หรือมะเร็ง ที่เกิดขึ้นภายในลูกตา
🔸 เป็นเบาหวาน ที่มีโรคของจอประสาทตาแทรกซ้อน
🔸 เกิดอุบัติเหตุที่ลูกตาอย่างรุนแรง
🔸 เคยได้รับการผ่าตัดภายในลูกตามาแล้ว เช่น การผ่าตัดต้อกระจก
💢 อาการของจอประสาทตาลอก
🔸 ในระยะเริ่มแรก จะมองเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ หรือแสงแฟลชถ่ายรูป ในตาข้างหนึ่ง หรือ 2 ข้าง ในขณะที่หลับตาหรืออยู่ในที่มืด
🔸 มองเห็นจุดดํา หรือเส้นสีดำๆ คล้ายเงาหยากไย่ ลอยไปลอยมา อยู่ในลูกตา ซึ่งจะมองเห็นได้ชัดในที่สว่างโดยเฉพาะ เวลาเงยหน้ามองท้องฟ้าใสหรือมองไปที่ผนังสีขาว
🔸 มีอาการตามัวร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้การมองเห็น คล้ายมีหมอกบัง หรือ เห็นเงาคล้ายม่าน หรือ เห็นภาพเป็นคลื่นๆ
หรือ คดงอ
🔸 หากปล่อยให้เป็นอยู่นานๆ จะเริ่มรู้สึกว่า มองเห็นเงาอยู่ที่ ขอบของลานสายตา ซึ่งจะขยายใหญ่ขึ้น จนเต็มลานสายตาภายในไม่กี่วัน
จอประสาทตาลอก
หากปล่อยไว้ไม่รักษา มักจะทำให้ตาเสื่อมลง หรือตาบอดอย่างถาวรได้ ถ้าการหลุดลอกลามมาถึงบริเวณจอประสาทตาส่วนที่เรียกว่า " จุดภาพชัด " (Macula)
🔴 9. ตาบอดกลางคืน (Night blindness)
ในลูกตาจะมีแซว 2 ชนิด
> Rod cell จะกระจายอยู่บริเวณขอบๆ ของจอตาเป็นส่วนใหญ่
ทำหน้าที่ในการมองเห็นในที่แสงสลัว
> Cone cell มีการกระจุกตัวอยู่บริเวณ จอตา ส่วนอยู่ตรงกลาง
โดยเฉพาะที่เรียกว่า จุดภาพชัด (Macula) ทำหน้าที่ในการมองเห็นตรงกลางและในที่มีแสงสว่าง
*** หากมีความผิดปกติของจอตาส่วนอยู่ตรงกลาง โดยเฉพาะ
ในบริเวณจุดภาพชัด จะทำให้สายตาในตอนกลางวันที่มีแสงสว่าง มัวลง ร่วมกับการเห็นสีที่เปลี่ยนไป
🔴 10. โรคตาแห้ง (Dry Eyes)
ตาแห้ง คือ อาการของดวงตาที่มีปริมาณน้ำตา มาหล่อเลี้ยงให้เกิดความชุ่มชื้นกับดวงตา และเคลือบกระจกตาดำ ไม่เพียงพอ
พบในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย
แต่จะพบมากในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน
💢 น้ำตาถูกสร้างจากต่อมน้ำตาของกลุ่ม ได้แก่
1. ต่อมน้ำตาที่เป็นเซลล์เล็กๆ ซึ่งฝังตัวอยู่บริเวณเยื่อเมือกที่คลุมตาขาว ด้านในของเปลือกตา
มีหน้าที่ผลิตน้ำตาออกมาหล่อลื่นตา ตลอดทั้งวันในภาวะปกติ
เรียกว่า Basic Tear Secretion
2. ต่อมน้ำตาใหญ่ อยู่ใต้โพรงกระดูกเบ้าตาบริเวณหางตา
มีหน้าที่ผลิตน้ำตาออกมา เฉพาะเวลาที่มีอารมณ์ต่างๆ เช่นอาการเจ็บปวด ระคายเคืองตา ดีใจ เสียใจ เรียกว่า Reflex Tearing
💢 สาเหตุของโรคตาแห้ง
> ส่วนใหญ่ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน
> ยาบางชนิด
> ผู้ป่วยที่มีเยื่อบุตาอักเสบรุนแรง จากการติดเชื้อ หรือ จากการแพ้ยา
> การใช้คอนแทคเลนส์
> การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ หลับไม่สนิท
> สิ่งแวดล้อม เช่น เจอสภาพอากาศแห้ง ลม หรือ แสงแดด
💢 อาการของโรคตาแห้ง
> รู้สึก ฝืด เคือง ระคาย คล้ายมีเศษผงเข้าตา แสบร้อน บางรายมีขี้ตาเป็นเมือกเหนียวยืดเป็นเส้น
> มีอาการน้ำตาไหล สาเหตุจากน้ำตาปกติลดน้อยลง ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ต่อมน้ำตาใหญ่ก็จะบีบน้ำตาออกมามากจนไหลล้น เมื่ออาการแสบตาลดลง น้ำตาก็จะหยุดไหล
🌿🌿 สารสกัดที่เป็นส่วนประกอบของ ดี-คอนแทค (D-Contact)
Active Ingredient ส่วนประกอบสำคัญ
1. Yeast Beta-Glucan 85% (เบต้า-กลูแคนจากยีสต์ 85%) 100 มก.
2. Bilberry Extract สารสกัดจากบิลเบอร์รี่ 100 มก.
3. Blueberry Extract สารสกัดจากบลูเบอร์รี่ 50 มก.
4. Cranberry Extract สารสกัดจากแครนเบอร์รี่ 50 มก.
5. Ascorbic Acid แอสคอร์บิก แอซิด 50 มก.
6. Marigold Extract สารสกัดจากดอกดาวเรือง 40 มก.
7. Beta-Carotene 10% เบต้า-แคโรทีน 10% 30 มก.
8. Vitamin B12 วิตามีน บี12 0.002 มก.
Inactive Ingredient
- Microcrystalline Cellulose 460i 60.998 มก.
- Titanium Dioxide 171 9 มก.
- Magnesium Stearate 470iii 5 มก.
- Silicon Dioxide 551 5 มก.
- สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน (INS 460i ,INS 470iii , INS 551 )
- สีธรรมชาติ (INS 171)
🌿🌿 สรรพคุณของสารสกัดที่เป็นส่วนประกอบของ
ดี-คอนแทค (D-Contact)
🔴 Marigold Extract (สารสกัดจากดอกดาวเรือง)
ซานโทฟิวและ ไคลป์ท๊อกซาติน หรือ ลูทีนและซีแซนทีน จากการศึกษากายวิภาคของมนุษย์พบว่า สารสีเหลืองในผลึกเลนส์ตา และจอประสาทตา Macula Lutea ส่วนใหญ่เป็นซานโทฟิวและไคลป์ท๊อกซาติน ซึ่งองค์ประกอบ 2 ตัวนี้เท่านั้น ที่สามารถจะผ่านเข้าไป ในเลนส์ผลึกและจอประสาทตา Macula Lutea ได้
▶️ ประโยชน์ของซานโทฟิวและไคลป์ท๊อกซาติน
🔸เป็นอาหารบำรุงตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะสามารถคงอยู่ในตา เพื่อฟื้นฟูดวงตา ได้ง่ายขึ้น
🔸ช่วยบรรเทาอาการผลกระทบจากอนุมูลอิสระที่เป็นอันตราย
🔸ช่วยดูดซับแสงสีน้ำเงินที่เป็นอันตรายต่อตา และหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากลำแสงที่มากระทบดวงตา
🔸การเปลี่ยนแปลงของจอประสาทตา Macula Lutea กลายเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้ผู้สูงอายุ สูญเสียประสิทธิภาพการมองเห็น การเสริมซานโทฟิว และไคลป์ท๊อกซาตินเข้าไป จะเป็นประโยชน์ในการบำรุงและรักษาสายตา
🔸ลดอุณหภูมิของจอประสาทตาและเลนส์ตาด้วย
🔸และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจกด้วย
▶️ คุณสมบัติของสารสกัดจากดอกดาวเรืองแยกตามหน้าที่
🔸 ส่งเสริมการมองเห็น
เมื่อแสงสว่างและออกซิเจนมากระทบลูกตา จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ที่ทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตา แต่ซานโทฟิว ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นสูงมาก จะช่วยกรองแสงสีน้ำเงิน และลดการเกิดปัญหา ที่จะทำให้การมองเห็นไม่ดี ช่วยทำให้การมองเห็นชัดเจนแม่นยำมากขึ้น
🔸 ป้องกันจอตา
จอตาประกอบไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว (DHA) ดังนั้นซานโทฟิวเป็นสารที่มีประโยชน์สำหรับจอตา ช่วยในการหลีกเลี่ยงการถูกทำร้ายโดยการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเมื่อจอตารับแสง
🔸 ลดการเกิดต้อกระจก
ซานโทฟิว ซึ่งเป็นแคโรทีนตัวเดียวเท่านั้น ที่สามารถอยู่ในผลึกเลนส์ตาได้ ต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำลาย โปรตีนในเลนส์ตาและก่อให้เกิดต้อกระจก
🔸 ช่วยป้องกันการรับสีของตา
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการรับสีของจอตาผิดปกติ เซลล์รับแสงรูปแท่งและรูปพีระมิด จะเกิดน้อยลง หากเราเสริมด้วยซานโทฟิว ก็จะช่วยในการรับสีของจอตาได้ดีขึ้น
🔸 ในดอกดาวเรืองยังมีสาร Phosphatidylserine คือ สารประกอบประเภทไขมัน Phospholipid ที่เป็นองค์ประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์สมอง สกัดจากเลซิติน (Lecithin) ที่อุดมด้วยสาร Phosphatidylserine มากกว่า 70% เป็นสารสื่อประสาทในเนื้อเยื่อเซลล์สมอง (ช่วยสื่อสารการทำงานระหว่างเซลล์สมอง) ช่วยบำรุงและเพิ่มความสามารถ ของสมองกลีบท้ายทอย (Occipital Lobe) ที่ใช้ควบคุมการมองเห็น
🔴 Bilberry Extract (สารสกัดจากบิลเบอร์รี่)
ประกอบด้วยสารพฤกษเคมีจำนวนมาก สาระสำคัญที่มีประโยชน์ คือ กลุ่มแอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides) ซึ่งพบได้ในพืชที่มีสีแดง ม่วงจนถึงน้ำเงิน แอนโธไซยาโนไซด์ มีการทำงานคล้าย สารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ จึงให้ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันและฤทธิ์ทางด้านอื่น
จากผลการวิเคราะห์และวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากหลายๆประเทศ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี ได้ค้นพบว่าสารที่สำคัญในบิลเบอร์รี่มีดังนี้
🔸แอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides)
สามารถจับกับเซลล์บุผิว (Pigmented Epithelium) ที่จอภาพเรตินาได้ดี โดยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีเลิศ (Anti-Oxidant) ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ และคืนสภาพสาร Rhodopsin ได้ หลังจากถูกแสง จึงช่วยทำให้การมองเห็นในที่มืดได้ดี
🔸 แทนนิน (Tannins) มีฤทธิ์ในการสมานแผล
(Astingent) และให้ผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค เช่น พวกแบคทีเรียบางชนิด
🔸 ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) เช่นกัน และยังเป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนหลายชนิดที่สำคัญต่อมนุษยฺ์
🔸 กลูโคควินิน (Glucoquinine) เป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้น ให้การทำงานของอินซูลิน ทำให้การควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น
▶️ ประโยชน์ของอาหารเสริมที่สกัดจาก บิลเบอร์รี่ ต่อสุขภาพดวงตา
🔸 ช่วยถนอมดวงตา ทำให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น
🔸 ช่วยป้องกันอาการตาบอดกลางคืน (Night blindness)
🔸 ช่วยลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา เมื่อใช้สายตานานๆ
🔸 ช่วยป้องกันเลนส์ตา และช่วยให้คอลลาเจนในตาในส่วน Cornea และหลอดเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น
🔸 ช่วยลดอนุมูลอิสระในจอตา ทำให้ป้องกันอาการเสื่อม ที่มักจะเกิดกับดวงตาให้น้อยลงได้ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ ตาเสื่อมในคนสูงอายุ (สายตายาว)
นอกจากนี้ สารแทนนิน ในผลบิลเบอร์รี่
🔸 สามารถบรรเทาอาการท้องเสีย อาการคลื่นไส้ และภาวะอาหารไม่ย่อยได้
🔸 ลดอาการปวดเจ็บ จากภาวะ เส้นเลือดขอด (Varicose vein) ได้ เนื่องจากภาวะดังกล่าว เกิดจาก ความเสื่อมของเซลล์เช่นกัน
🔸 ใช้ลดอาการอักเสบในช่องปาก และเยื่อบุช่องปากได้
🔸 ช่วยลดอาการเสื่อม ของเซลล์ผิวหนัง ที่ทำให้เกิดจุดด่างดำของผิวพรรณได้
🔴 Ascorbic Acid (แอสคอร์บิก แอซิด)
พบได้จาก ผักและผลไม้สด เช่น พืชตระกูลส้ม ฝรั่ง เชอรี่ เป็นต้น
🔸 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti oxidant มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
🔸 ช่วยในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย
🔸ช่วยให้เส้นเลือดฝอยในลูกตาสะอาด
🔸ลดแรงดันในลูกตา ลดความเสื่อมของการเป็นต้อหิน
🔴 Yeast Beta-Glucan 85% (เบต้า-กลูแคน จากยีสต์ 85%)
สารสกัดจากยีสต์ มีโปรตีนและกรดอะมิโน เป็นส่วนประกอบหลัก คือประมาณร้อยละ 50 -75 ที่เหลือ คือ คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 4-13 และมีลิพิด (Lipid) น้อยมาก
▶️ ประโยชน์สำคัญ คือ
🔸เพิ่มความแข็งแรงของเล็บและบำรุงสุขภาพผม
🔸สนับสนุนการเติบโตของเซลล์และเส้นโลหิตฝอย
🔸เพิ่มการไหลเวียนโลหิต เร่งรัดการสร้างคอลลาเจนเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
🔸สารชื่อ Glucan มีฤทธิ์ช่วยให้บาดแผลหายไว ช่วยในการรักษาสิว
🔸ลดคอเลสเตอรอลในเลือด มีผลในการช่วยลดน้ำตาลในเลือด
🔸มีส่วนผสมของไฟเบอร์ ป้องกันอาการท้องผูก
🔸ช่วยในระบบการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีนภายในร่างกาย
🔸สนับสนุนระบบการทำงาน ส่วนประสาทและช่วยรักษากล้ามเนื้อ
🔸บรรเทาอาการตึงเครียด อาการซึมเศร้า ช่วยชะลอความแก่
🔴 Cranberry Extract (สารสกัดแครนเบอร์รี่)
มีสารลูทีนและซีแซนทีน (Lutein & Zeaxanthin)
▶️ ประโยชน์ของแครนเบอร์รี่
🔸ช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา
🔸ช่วยป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา
🔸ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย
🔸กรองแสงสีน้ำเงินที่ทำลายดวงตา
🔸ช่วยลดการเกิดต้อกระจกและโรคจอตาเสื่อมได้
🔴 Blueberry Extract (สารสกัดจากบลูเบอร์รี่)
▶️ ประโยชน์ของ บลูเบอร์รี่ คือ
🔸 บลูเบอรี่เป็นผลไม้ที่มีสารแอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides) มีประโยชน์ช่วยทำให้หลอดเลือดฝอยแข็งแรง
🔸 ช่วยป้องกันการอ่อนล้าจากการใช้สายตาหนัก
🔸 ช่วยให้มองเห็นในที่มืดดีขึ้น
🔸 ช่วยลดความดันในลูกตา และลดความเจ็บจากการบวมในลูกตา
🔸 ช่วยป้องกัน โรคต้อกระจก ต้อหิน ต้อลม และ ลดความเสี่ยงโรคตาในผู้สูงวัย
🔴 Beta-Carotene 10% (เบต้า-แคโรทีน)
เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ (โปรวิตามินเอ) มีบทบาทสำคัญ ในการรักษาสุขภาพ และเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราสามารถเปลี่ยนเบต้า-แคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตามปริมาณ ที่ร่างกายต้องการ ในปัจจุบันมีการนำเบต้าแคโรทีนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายชนิด โดยจะผสมวิตามิน และเกลือแร่ชนิดอื่นหลายชนิดเข้าไปด้วยเพื่อบำรุงร่างกาย
▶️ ประโยชน์ของ เบต้า-แคโรทีน คือ
🔸ช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้ดี
🔸ลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา
🔸ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก
🔸ช่วยป้องกันผิวที่อาจเกิดจากอันตรายของรังสีอัลตราไวโอเลต ที่มากับแสงแดดได้ จึงทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี ไม่มีริ้วรอยแก่ก่อนวัยและดูสดใสอยู่เสมอ
🔸นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสภาพปกติของเซลล์เยื่อบุตาขาว กระจกตา ช่องปาก ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ รวมถึงทางเดินปัสสาวะ ให้เป็นปกติ
🔸และยังช่วยให้ระบบภูมิ คุ้มกันของร่างกาย ทำงานได้ดีอีกด้วย
🔸เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถลดอัตราเสี่ยง ในการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย
🔴 Vitamin B12 ( วิตามิน บี12)
มักพบในเนื้อสัตว์ ตับหมู ตับวัว ตับไก่ หอยนางรม หอยลาย ปลาซาดีน ปลาทูน่า ไข่ เนื้อวัว สัตว์ปีก
หอยเชลล์ ชีส นม
▶️ ประโยชน์ของวิตามิน บี 12
🔸ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัว
🔸ช่วยบำรุงประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรงขึ้น
🔸ช่วยบรรเทาอาการหงุดหงิด ลดความเครียด
🔸ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
🔸ช่วยทำให้เด็กเจริญอาหาร
🔸ทำให้ร่างกายสามารถใช้ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสม
🔸ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
🔸ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง
🔸ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งจากการสูบบุหรี่
🔸ปริมาณ 80 ไมโครกรัมต่อวัน จะช่วยเสริมสร้างความแข็งของกระดูก และช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้
🔸ช่วยในระบบการย่อยอาหารและการเผาผลาญอาหารเป็นพลังงานในร่างกาย
▶️ สรรพคุณ ดี-คอนแทค D-Contact
🔸 ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นที่ดวงตา
🔸 ช่วยบำรุงและฟื้นฟูเซลล์ที่ดวงตา ที่เกิดปัญหาจากโรคเสื่อม ได้แก่ ต้อกระจก ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม วุ้นในตาเสื่อม ตาบอดกลางคืน โรคตาแห้ง
🔻 ดี-คอนแทค D-Contact
อาหารเสริม บำรุงดวงตา ยอดขายอันดับหนึ่ง
▶️ D-Contact เหมาะสำหรับ
✔️ผู้ที่มีอาการสายตาสั้น สายตาสั้นเทียม หรือ ระดับสายตาสั้นลึก
✔️ผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์มาเป็นระยะเวลานาน
✔️ผู้ที่จอตาเปลี่ยนแปลงสภาพ ที่เกิดจากโรคเบาหวาน
✔️ผู้ที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน เป็นระยะเวลานานๆ
✔️ผู้ที่ทำงานผลัดกลางคืนเป็นประจำ
✔️ผู้ที่ขับรถเป็นระยะเวลานานๆ เช่น คนขับแท็กซี่ คนขับรถบรรทุก
✔️ผู้สูงอายุที่มีสายตาฝ้าฟาง
✔️ผู้ที่มีแนวโน้ม ที่น้ำตาจะไหลเมื่อเห็นแสงจ้า
✔️ผู้ที่มีสายตายาว
✔️ผู้ที่มีอาการวุ้นในตาเสื่อม ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง
✔️เยื่อบุตาอักเสบ ต้อกระจก ต้อหิน หรือ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมากๆ
✔️ผู้ที่มีปัญหาจอประสาทตาเสื่อม หรือ เลนส์ตา มีการเปลี่ยนแปลง
✔️ ผู้ที่มีอาการต้อลม และต้อเนื้อ
วิธีรับประทาน
🔻ป้องกันการเสื่อมและบำรุงสายตา
รับประทานวันละ 1 เม็ด หลังอาหารเย็น หรือก่อนนอน
🔻บำรุงสายตาที่เสื่อมถอย เช่นสายตาพร่า มัว ฝ้าฟาง สั้น-ยาว แพ้แสง
รับประทานวันละ 2 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 เม็ด
🔻ฟื้นฟูสายตาที่เสื่อมแล้ว เช่น ต้อกระจก ต้อหิน ต้อลม ต้อเนื้อ วุ้นในตาเสื่อม เบาหวานขึ้นตา จอประสาทตาหลุดลอก จอประสาทตาเสื่อม
รับประทานวันละ 4 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 2 เม็ด
ปริมาณสุทธิ :
1 กล่องบรรจุ 30 แคปซูล (50 กรัม)
เลขที่ อย. 10-1-15456-5-0019
รับรองฮาลาล
HACCP
GMP
▶️ คำเตือน :
1. ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยา ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคใดๆให้หายขาด ผลลัพธ์ที่ได้อาจเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละบุคคล
2. ควรกินอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ
3. ควรเก็บไว้ในที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่วางในที่อับชื้น เก็บให้พ้นแสงแดดและความร้อน
4. กรุณาอ่านคำเตือนบนฉลากผลิตภัณฑ์ หรือเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์นั้นๆก่อนใช้











































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น